รีวิว ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี ควายขวิดตกผา เจอหมาหาทางกลับบ้าน

        รีวิว ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี สิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อพูดถึงหนัง ALPHA น่าจะเป็นหนังที่มีกำหนดเลื่อนเหมือนเกมมอญซ่อนผ้า พร้อมเปลี่ยนวันฉายได้ทุกเมื่อจากกำหนดเดิมเดือนกันยายน-ตุลาคมปีที่แล้ว (2017) แต่หนังเลื่อนไปมีนาคมเมื่อต้นปีนี้ (2018) และในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Sony Pictures ประกาศวันฉายใหม่ สำหรับเดือนกันยายนปีนี้ ก่อนจะเลื่อนไปอเมริกาในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ หนังเข้าฉายในบ้านเราแล้ว

        แต่นอกจากข้อมูลการเลื่อนมาราธอนที่เราทราบจากเมื่อก่อน ALPHA มีแต่ภาพโปรโมทเน้นที่ CG สร้างโลกเมื่อ 20,000 ปีที่แล้วด้วยสัตว์ดึกดำบรรพ์ต่างๆ ที่ไม่ต่างจากปัจจุบันมากนักแต่เน้นที่สัตว์ขนาดใหญ่ การหาอาหารในฝูงชนจำนวนมาก Dugrande สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่น่าดึงดูดใจพร้อมเรื่องราวการเอาชีวิตรอดในยุคดึกดำบรรพ์

        ซึ่งดันให้คล้ายกับเนื้อเรื่องของหนังอย่าง 10000BC (2008) หนังผจญภัยขนาดยักษ์ของโรแลนด์ Emmerich เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

รีวิว ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี

        ยกจุดขายในการเลี้ยงเสือโคร่งให้คนดู นักแสดงไม่ใช่จุดขายทั้ง Cody Smith McPhee จาก Let Me In หรือ Johannes Hauger Johannesson หนึ่งในนักแสดงร่วมของ Game of Throne ตัวอย่างที่ปล่อยออกมาในภายหลังมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหมาป่า ดังนั้นภาพยนต์ผจญภัยอายุหมื่นปีที่เคยถูกวางเอาไว้ก่อนหน้านี้จึงเริ่มดูเบี่ยงเบนไปในทิศทางของหนังเพื่อนสุนัข แต่ยังไงซะก็ต้องตัดสกอร์จากหนังจริงๆ ไป พูดได้เลยว่า….

        มาเริ่มกันที่การจัดวางตัวละครกันก่อน เรื่องนี้ต้องบอกว่าหนังมีปัญหามากมายในการทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงวัฒนธรรมชนเผ่า เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการล่าควายกระทิงที่ทำให้ Keda ตกลงมาจากหน้าผาในบทนำ เมื่อหนังตัดมาเล่าเหตุการณ์ที่ไปมา มีแต่ฉากรับสมัครคนไปล่าสัตว์

        โดยให้เด็กหนุ่มลับหินแล้วทำปลายหอก เด็ก Kedarao ก็สามารถลับให้คมได้ หลวงพ่อเต๋าจึงเลือกให้ล่าควายป่าด้วยกัน ในที่นี้ หนังไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมจึงต้องเลือกจากการลับหิน เพราะในตอนท้ายของการล่า มีฉากที่เทาสั่งให้ Keda ฆ่าควายกระทิงระหว่างทาง แต่ Keda อ่อนแอเกินกว่าจะตัดคอได้

        รวมถึงการยกประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ชวนให้เราผูกพันกับเต๋าน้อยที่สุดในฐานะพ่อหรือแม่ของ Natusia Malthy เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์น้อยเกินไป ต่างจากหนังชนเผ่าอย่าง Apollypto (2006) ที่ปูทางให้ครอบครัวของตัวเอกให้การสนับสนุนมากขึ้น

        ยิ่งกว่านั้นความจริงที่ว่าหนังเลือกประดิษฐ์ภาษาของตัวเอง และบอกว่าเป็นภาษายุโรปโบราณก็ยิ่งเป็นภาระมากขึ้น สำหรับผู้ดูในการอ่านคำบรรยายจนหนังกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นในการดึงดูดผู้ชมให้เข้าสู่อารมณ์ เลยกลายเป็นว่าคนดูงงว่านี่คือหนังของชาติไหนก็ไม่รู้จะคุยอะไร ความเอะอะทำให้เกิดเรื่องราวของความกล้าหาญโดยที่เรื่องราวแทบไม่ได้นำอารมณ์ใดๆ มาสู่มันเลย

Recommended Articles